ความแตกต่างระหว่างรุ่นในที่ทำงาน

คนในแต่ละช่วงอายุอาจมีมุมมองในด้านต่างๆ ของชีวิตแตกต่างกันไป ซึ่งรวมถึงเรื่องของการทำงานด้วย การเชื่อมช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีความสุขและมีประสิทธิภาพ

วัฒนธรรม | ใช้เวลาอ่าน 10 นาที
a generation gap in the workplace - Workplace from Meta
คนยุคต่างๆ ในที่ทำงานมีอะไรบ้าง

คนยุคต่างๆ ในที่ทำงานมีอะไรบ้าง

สถานที่ทำงานสมัยใหม่มักมีคนหลายช่วงอายุ โดยวัยทำงานในปัจจุบันประกอบด้วย 4 ช่วงอายุด้วยกัน

  • คนยุคเบบี้บูมเมอร์ – เกิดระหว่างปี 1946 ถึง 1964

  • Gen X – เกิดระหว่างปี 1965 ถึง 1980

  • คนยุคมิลเลนเนียล – เกิดระหว่างปี 1981 ถึง 1996

  • Gen Z – เกิดระหว่างปี 1997 ถึง 2012

ในขณะที่คนรุ่นเก่าก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ มีการคาดการณ์ว่าคนยุคมิลเลนเนียลจะมีสัดส่วนถึง 39% ของพนักงานทั่วโลกภายในปี 2025 ในขณะที่ Gen Z จะคิดเป็น 23% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด

คนยุคมิลเลนเนียลและคนยุคเบบี้บูมเมอร์มักถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีความคิดเห็นที่ลงรอยกันสักเท่าไร ส่วนคน Gen X ก็จะอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองกลุ่มข้างต้น และเมื่อไม่นานมานี้ Gen Z ก็เข้ามารวมอยู่ด้วย

คนที่เกิดในยุคเหล่านี้มักจะมีแนวคิดและความคาดหวังต่อที่ทำงานแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการสื่อสารที่ชื่นชอบ ระดับความภักดีที่มีต่อบริษัท ไปจนถึงความรู้สึกในแง่ของความสำเร็จ ซึ่งความแตกต่างนี้เองที่อาจนำไปสู่ความไม่ลงรอยกัน แต่ก็อาจเป็นโอกาสในการกระตุ้นความคิดและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้เช่นเดียวกัน

ในที่ทำงานมีการแบ่งแยกระหว่างรุ่นหรือไม่

ในที่ทำงานมีการแบ่งแยกระหว่างรุ่นหรือไม่

นักวิจัยได้สังเกตเห็นความแตกต่างด้านทัศนคติในการทำงานของคนแต่ละรุ่น แม้ว่าจะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนก็ตาม เช่น คนยุคเบบี้บูมเมอร์อาจให้ความสำคัญกับงานที่มั่นคงและความภักดีต่อนายจ้าง ในขณะที่ Gen X เป็นคนทำงานอิสระที่บุกเบิกความสมดุลระหว่างสมดุลการทำงานและการใช้ชีวิต รวมไปถึงความหลากหลายในที่ทำงาน

คนยุคมิลเลนเนียลและ Gen Z ยังคงให้ความสำคัญกับแง่มุมการทำงานเหล่านี้เสมอ โดยให้ความสำคัญกับสมดุลการทำงานและการใช้ชีวิต ตลอดจนการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ สำหรับ Gen Z การทำงานให้กับบริษัทที่มีค่านิยมสอดคล้องกับตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งยังหนุนการทำงานแบบไฮบริดอย่างเต็มที่อีกด้วย

แม้จะมีความต่างมากมาย แต่พนักงานยุคต่างๆ ก็มีหลายอย่างที่เหมือนกัน โดยสิ่งนั้นก็คือ ไม่ว่าคนยุคไหนต่างก็ต้องการประสบความสำเร็จเหมือนกันทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างคนสองกลุ่มนี้อยู่ที่ทัศนคติต่อการก้าวสู่ความสำเร็จและความหมายของความสำเร็จ

คนยุคเบบี้บูมเมอร์เชื่อมั่นว่าการทำงานหนักคือกุญแจสู่ความสำเร็จ แต่ Gen Z และคนยุคมิลเลนเนียลมองว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวและความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกในการประสบความสำเร็จ

การดูแลจัดการคนต่างวัยในที่ทำงาน

การดูแลจัดการคนต่างวัยในที่ทำงาน

คนทุกช่วงวัยสามารถมอบคุณค่าได้มากมาย การกระชับความสัมพันธ์และใช้ความแตกต่างระหว่างรุ่นในที่ทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดสามารถเป็นประโยชน์ได้ ลองใช้กลยุทธ์เหล่านี้ดู

จัดการฝึกสอนร่วม

การฝึกสอนร่วมระหว่างคนรุ่นต่างๆ ในที่ทำงานสามารถมอบประโยชน์มหาศาลต่อความสัมพันธ์ การฝึกสอนควรเป็นแบบสองทิศทาง โดยช่วยให้เพื่อนร่วมงานทุกช่วงวัยได้เรียนรู้จากกันและกัน

วิธีนี้จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นภายในบริษัท ส่งเสริมให้มีการสื่อสารและการทำงานร่วมกันที่ดีขึ้น ตลอดจนสร้างเสริมวัฒนธรรมในบริษัทให้แข็งแกร่งขึ้นได้อย่างมาก

ส่งเสริมการสื่อสารบนแพลตฟอร์มต่างๆ

การที่จะสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีได้นั้น คุณจำเป็นต้องมีช่องทางในการติดต่อสื่อสารที่สะดวกและเป็นมิตร ทว่าคนต่างยุคกันก็มีรูปแบบการสื่อสารที่แตกต่างกันไป คนยุคเบบี้บูมเมอร์อาจต้องการสื่อสารแบบต่อหน้า แต่คนยุคมิลเลนเนียลและ Gen Z คาดหวังให้สถานที่ทำงานสร้างการมีส่วนร่วมทางออนไลน์ในระดับเดียวกับที่ตนมีในชีวิตส่วนตัว

การมอบทางเลือกในการสื่อสารที่หลากหลายให้พนักงานของคุณ เช่น การผสมผสานระหว่างเครื่องมือการทำงานร่วมกันทางออนไลน์ การประชุมทางวิดีโอ และการประชุมแบบตัวต่อตัว สามารถช่วยประสานช่องว่างระหว่างวัยได้

มอบสิ่งจูงใจที่จะได้รับร่วมกัน

ทั้งคนยุคเบบี้บูมเมอร์ Gen X มิลเลนเนียล หรือ Gen Z ล้วนต้องการแรงผลักดันและรางวัลจากความเพียร การเสนอสิ่งจูงใจที่จะได้รับร่วมกันสามารถช่วยทำให้พวกเขาเหล่านั้นมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้

ตัวอย่างเช่น เมื่อทีมต้องทุ่มเททำงานอย่างหนักในออฟฟิศเพื่อทำให้โปรเจ็กต์สำเร็จลุล่วง การสั่งอาหารกลางวันก็เป็นกิจกรรมที่ช่วยสลับระหว่างการทำงานที่เป็นทางการและเป็นมืออาชีพกับการสร้างสายสัมพันธ์ในทีมแบบสบายๆ ได้ วิธีนี้จะช่วยสร้างสายสัมพันธ์ในที่ทำงานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไม่ว่าคนในที่ทำงานนั้นจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม

ดูแลสุขภาพจิตของพนักงาน

จากข้อมูลของ Gallup พนักงานอายุน้อยมีแนวโน้มที่จะประสบกับความเครียดและภาวะหมดไฟมากกว่าพนักงานที่มีอายุมากกว่า โดย 68% ของกลุ่มคน Gen Z และคนยุคมิลเลนเนียลอายุน้อยกว่าที่ตอบแบบสำรวจรายงานว่ามีความเครียด และ 34% รายงานว่ามีภาวะหมดไฟ คน 40% รายงานว่าตนรู้สึกเครียด แม้กระทั่งในกลุ่มคนยุคเบบี้บูมเมอร์ ดังนั้น การจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นประโยชน์ต่อพนักงานทุกวัย

อย่าคาดเดาตามอายุ

แม้การตัดสินคนแต่ละรุ่นโดยภาพรวมอาจเกิดขึ้นในที่ทำงาน แต่ก็ไม่ควรทำให้เป็นการเหมารวมในเชิงลบ เช่น ไม่ควรเดาเอาว่าพนักงานที่มีอายุมากกว่าจะไม่สามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ หรือพนักงานอายุน้อยกว่ามีจรรยาบรรณในการทำงานน้อยกว่าเพื่อนร่วมงานอาวุโส

ทำความรู้จักกับพนักงานของคุณในฐานะบุคคล ค้นหาจุดแข็งของพวกเขา ตลอดจนสิ่งที่พวกเขาต้องการจากการทำงาน

ประโยชน์ของความหลากหลายทางช่วงวัยในที่ทำงาน

ประโยชน์ของความหลากหลายทางช่วงวัยในที่ทำงาน

อายุมักถูกมองข้ามเมื่อเป็นเรื่อง DEI ในที่ทำงาน จากข้อมูลของ AARP ผู้บริหารทั่วโลก 83% ตระหนักว่าพนักงานหลายช่วงวัยเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม มีบริษัทเพียง 6% เท่านั้นที่มีขั้นตอนการจ้างงานที่เป็นกลาง และบริษัท 53% ไม่ได้ระบุอายุในนโยบาย DEI ของตน

การแบ่งปันความรู้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความหลากหลายในที่ทำงานมีประโยชน์อย่างยิ่ง คนรุ่นต่างๆ สามารถเรียนรู้จากกันและกันได้มากมาย โดยที่คนยุคมิลเลนเนียลและ Gen Z นำเสนอความรู้และแนวคิดใหม่ๆ ส่วนคนยุคเบบี้บูมเมอร์และ Gen X ต่างก็มีประสบการณ์จริงมาหลายปีให้แบ่งปัน

การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนรุ่นต่างๆ ให้เกิดขึ้นถือเป็นสิ่งสำคัญต่อวัฒนธรรมเชิงบวกในสถานที่ทำงานและความสำเร็จขององค์กร

อ่านต่อ

อ่านต่อ

บทความนี้มีประโยชน์หรือไม่
ขอบคุณสำหรับความเห็นของคุณ

โพสต์ล่าสุด

วัฒนธรรม | ใช้เวลาอ่าน 11 นาที

วัฒนธรรมในที่ทำงาน: นิยามและวิธีสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในองค์กรของคุณ

เมื่อการระบาดใหญ่ทั่วโลกทำให้องค์กรต่างๆ ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง การสร้างวัฒนธรรมในที่ทำงานในเชิงบวกจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนสำหรับธุรกิจไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม

การสื่อสารทางธุรกิจ | ใช้เวลาอ่าน 10 นาที

ค่านิยมขององค์กรคืออะไรและเหตุใดจึงมีความสำคัญ

ค่านิยมขององค์กรสามารถชี้นำทิศทางแก่พนักงานและให้เหตุผลที่จะเชื่อมั่นแก่ลูกค้า ดูวิธีพัฒนาและสื่อสารค่านิยมขององค์กร

วัฒนธรรม | ใช้เวลาอ่าน 8 นาที

เหตุใดความหลากหลายและการไม่แบ่งแยกจึงมีความสำคัญ

พนักงานทุกคนล้วนต้องการรู้สึกมีคุณค่า ได้รับการเคารพ และมีความเสมอภาค อ่านเคล็ดลับ 6 ข้อนี้เพื่อส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายและการไม่แบ่งแยกในธุรกิจของคุณ และเปลี่ยนความต้องการของคุณให้กลายเป็นความจริง